จริยธรรมและการรักษาความปล่อยภัยของระบบสารสนเทศ

 


จริยธรรมในสังคมสารสนเทศ 

       จริยธรรม  คือ เป็นหลักเกณฑ์ที่ประชาชนตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันในสังคม  
       ตัวอย่างการกระทำที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม เช่น
              - การใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายหรือก่อความรำคาญ
              - การใช้คอมพิวเตอร์ขโมยข้อมูล
              - การเข้าถึงข้อมูลหรือคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
              - การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์


       โดยทั่วไปเมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศแล้วจะกล่าวถึงใน 4 ประเด็นที่รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPA ประกอบด้วย

 

1. ความเป็นส่วนตัว  ( Information  Privacy )
       ความ เป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ หมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับ ผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ  


       ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อน่าสังเกตดังนี้
       - การ เข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และบันทึกข้อมูลในเครื่อง คอมพิวเตอร์ รวมทั้งบันทึก แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร
       - การ ใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการปฏิบัติงาน/การให้บริการของ พนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝ้าดูด้วย พนักงานสูญเสียความเป็นส่วนตัวซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม
       - การใช้ข้อมูลของค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด
       - การ รวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ เพื่อนำไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่แล้วนำไปขายให้กับบริษัท อื่น

 

2. ความถูกต้องของข้อมูล  ( Accuracy )
       ใน การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งคือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความถูกต้อง ในการบันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลที่จัด เก็บและเผยแพร่  ดังนั้นการจัดทำข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ควรให้สิทธิแก่บุคลากรในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลของตน เองได้


3. ความเป็นเจ้าของ ( Intellectual Property )
       สิทธิ ความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้

หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา(ความคิด)ที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้ เช่น สิ่งพิมพ์ แทป ซีดีรอม เป็นต้น
       ทรัพย์สินทางปัญญาอาจคิด/สร้าง หรือผลิตขึ้นจากบุคคลหรือองค์การ ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
       3.1. ความลับทางการค้า ( Trade  Secret ) เป็นข้อมูลต่างๆที่เกิดจากความคิดของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเกี่ยวกับสูตรกรรมวิธีการผลิต และรูปแบบสินค้า เป็นต้น
       3.2. ลิขสิทธิ์ (Copyright ) เป็นสิทธิในการกระทำใดๆ เกี่ยวกับงานที่สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองในการคัดลอกหรือทำซ้ำผลงาน ถึงแม้ว่าผลงานนั้นจะนำเสนอทางอินเทอร์เน็ต
       3.3. สิทธิบัตร ( Patent )  เป็นหนังสือสำคัญที่ออกรับรองให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสิทธิบัตรลิขสิทธิ์จะมีอายุ 20 ปีนับตั้งแต่วันขอรับสิทธิบัตร

 

การเข้าถึงข้อมูล ( Data Accessibility )

       ปัจจุบัน การเข้าใช้งานโปรแกรมหรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการกำหนดสิทธิตามระดับของ ผู้ใช้งาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าไปดำเนินการต่างๆกับข้อมูลของผู้ใช้ที่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ดังนั้นในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยใน การเข้าถึงของผู้ใช้ และการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้นก็ถือเป็นการผิด จริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัว

กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ       

 

       สำหรับประเทศไทยก็ได้มีการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 6 ฉบับ  คือ
       1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
       2. กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
       3. กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
       4. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
       5. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
       6. กฎหมายลำดับรอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 78 หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ

           อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 

 

                อาชญากรรมคอมพิวเตอร์(Computer Crime หรือ Cyber Crime) เป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ รวมถึงการก่อกวนโดยกลุ่มแฮกเกอร์  
                แฮกเกอร์ คือ บุคคลที่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย ได้แก่ การลักลอบเข้าไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นโดยผ่านการสื่อสารเครือข่ายโดยไม่ ได้รับอนุญาตเพื่อเข้าไปอ่าน คัดลอก เปลี่ยนแปลง ลบ หรือทำความเสียหายให้กับข้อมูล  ซึ่งอาจกระทำไปด้วยความสนุก ต้องการทดลองความสามารถของตนเอง รวมถึงการอวดความสามารถกับเพื่อนๆ ส่วนแคร็กเกอร์(Cracker) คือแฮกเกอร์ที่ลักลอบเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีคำว่า Hacktivist หรือ Terrorist ซึ่ง ได้แก่แฮกเกอร์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งข้อความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไปยังบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงสงครามระหว่างอเมริกันกับอิรักที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการพูดถึง Hacktivist กันมาขึ้น

การใช้คอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม


- การขโมยหมายเลขบัตรเครดิต  
                การ ถูกขโมยหมายเลขบัตรทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เป็นการยากที่เจ้าของจะรู้จนกว่าจะได้รับใบแจ้งยอดการใช้เงินจากบัตรนั้น ในบางครั้งขโมยอาจนำหมายเลขบัตรไปใช้สำหรับการเข้าฐานข้อมูลเครดิตและบัญชี ธนาคารเพื่อจะกระทำการอื่นๆ ต่อไป


- การแอบอ้างตัว  
                เป็น การแอบอ้างตัวของผู้กระทำต่อบุคคลที่สามว่าตนเป็นอีกคนหนึ่ง การกระทำในลักษณะนี้จะใช้ลักษณะเฉพาะตัวของผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อไปใช้แอบ อ้างเพื่อหาผลประโยชน์

การฉ้อโกง หรือการสแกมทางคอมพิวเตอร์  
                เป็นการกระทำโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงผู้อื่น ปัจจุบันมีรูปแบบที่แตกต่างกันมากมาย เช่น
              -  การส่งข้อความหรือโฆษณาบนเว็บไซต์ว่าท่านสามารถเดินทางเข้าพักหรือท่อง เที่ยว แบบหรูหราในราคาถูก แต่เมื่อไปใช้บริการจริง กลับไม่เป็นอย่างที่บอกไว้
              -  การฉ้อโกงด้านธุรกรรมการเงินหรือการใช้บัตรเครดิต เรียกว่า ฟิชชิ่ง(Phishing) เป็นการสร้างจดหมาย ข้อความเลียนแบบ หรือรูปแบบการแจ้งข่าวสารของบริษัทที่มีชื่อเสียง เพื่อหลอกลวงเอาข้อมูลบางอย่างจากผู้ใช้ โดยให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเงินไปยังกลุ่มผู้ไม่หวังดี
       นอกจากฟิชชิ่งแล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งที่มีความหมายเหมือนและความแตกต่างกันเล็กน้อย คือ ฟาร์มมิ่ง(Pharming) ซึ่ง มีแนวคิดเดียวกับฟิชชิ่งคือการล่อล่วงข้อมูลจากเหยื่อ ต่างกันที่ฟิชชิ่งจะตกเบ็ดเป็นรายบุคคล ในขณะที่ฟาร์มมิ่งจะโจมตีแบบหว่านแห โดยมีเจตนาขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ


 

คอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นเป้าหมายของอาชญากรรม

1. การเข้าถึงและการเข้าใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
                  เป็น การกระทำต่างๆที่เกี่ยว ข้องกับคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้อื่นโดยที่เจ้าของไม่อนุญาต การเข้าถึงอาจใช้วิธีการขโมยรหัสส่วนตัว ( Personal  Identification Number : PIN )หรือการเข้ารหัสผ่าน(Password) ซึ่งการกระทำโดยมิชอบนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือองค์การ 

2. การก่อกวนหรือการทำลายข้อมูล  
       การ ก่อกวน หรือการทำลายข้อมูลเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เข้าไปปั่นป่วนและแทรกแซงการ ทำงานของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่พบเห็นกันเป็นประจำ ได้แก่ ไวรัสคอมพิวเตอร์(Viruses) และการทำให้ระบบปฏิเสธการให้บริการ( Denial-of Service )

 

ไวรัส( Virus )

 

                เป็น โปรแกรมที่ออกแบบเพื่อดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น โปรแกรมที่ติดไวรัสจะเพิ่มจำนวนตัวเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแฝงอยู่ในไฟล์หรือสื่อเก็บข้อมูล ในการสร้างความเสียหายจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ไวรัสที่แสดงข้อความรบกวน หรือทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง แต่จะไม่ทำลายข้อมูล ส่วนอีกประเภทหนึ่งจะทำลายการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การลบไฟล์ การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการรบกวนการทำงานของโปรแกรมอื่นๆ เช่น Word เป็นต้น

 

 

 

 

ไวรัสคอมพิวเตอร์

 

โดยทั่วไปไวรัสคอมพิวเตอร์จะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. ไวรัสที่ทำงานบน Boot Sector หรือบางครั้งเรียกว่า System Virus
       ไวรัส ประเภทนี้จะฝังตัวอยู่ที่ Boot Sector ของแผ่นดิสก์ แล้วยังสามารถฝังตัวอยู่ในความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย จะทำงานก็ต่อเมื่อเริ่มเปิดระบบ
2. ไวรัสที่ติดที่แฟ้มงานหรือโปรแกรม
       ไวรัส ชนิดนี้จะฝังตัวอยู่ตามไฟล์ ส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .exe และ .com การทำงานของไวรัสจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เรียกไฟล์ที่ติดไวรัสมาใช้งาน จากนั้นไวรัสจะฝังตัวเองในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ โดยปกติการติดไวรัสประเภทนี้มาจากการดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากอิน เทอร์เน็ต หรือการเปิดไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์
3. มาโครไวรัส(Macro Birus)
       เป็น ไวรัสที่ทำงานบนโปรแกรมที่ใช้ภาษามาโคร เช่น โปรแกรมประมวลคำ และโปรแกรมตารางคำนวณ เป็นต้น ไวรัสมาโครเป็นอันตรายได้โดยที่ไม่ต้องเรียกใช้งานไฟล์ที่มีนามสกุล .exe   
       ไวรัสที่กล่าวมาข้างต้นจะทำงานเมื่อเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งานหรือเรียกไฟล์ที่ติด ไวรัส แต่มีไวรัสอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ลอจิกบอมบ์(Logic Bomb) หรือระเบิดเวลา(Time Bomb) ซึ่งเป็นไวรัสที่ออกแบบมาให้ทำงานตามเงื่อนไขหรือเวลาที่กำหนดไว้

 

ม้าโทรจัน(Trojan Horse)

       เป็น โปรแกรมที่แตกต่างจากไวรัสและเวิร์มที่ม้าโทรจัน จะไม่กระจายตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โปรแกรมม้าโทรจันจะแฝงตัวอยู่กับโปรแกรมอื่นๆที่อาจส่งผ่านทางอีเมล์ เช่น zipped_files.exe และเมื่อมีการเรียกใช้ไฟล์ โปรแกรมก็จะลบไฟล์ที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์

 

ข่าวหลอกลวง(Hoax)

       เป็นการส่งข้อความต่อๆกันเหมือนจดหมายลูกโซ่เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด โดยอาศัยเทคนิคทางจิตวิทยาทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือ  
       จาก การก่ออาชญากรรมโดยใช้ไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน ที่กล่าวมาข้างต้น มีข้อสังเกตเพื่อการตรวจสอบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับไวรัสหรือไม่ เช่น
       - มีข้อความหรือภาพแปลกๆแสดงบนจอภาพ
       - มีเสียงที่ผิดปกติหรือเสียงเพลงเปิดขึ้นเป็นบางเวลา
       - หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ลดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
       - โปรแกรมหรือไฟล์หายไป โดยที่ผู้ใช้ไม่ได้ลบทิ้ง
       - มีโปรแกรมแปลกปลอมเข้ามา
       - ขนาดของไฟล์ใหญ่ผิดปกติ
       - การทำงานของไฟล์หรือโปรแกรมผิดปกติจากเดิม
       - การทำให้ระบบปฏิเสธการให้บริการ  
              
3. การขโมยข้อมูลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  
       ข้อมูล สารสนเทศเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าของบริษัท การถูกขโมยข้อมูลอาจสร้างความเสียหายให้กับองค์การมากกว่าการถูกขโมยโปรแกรม หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เสียอีก ผู้ใช้สามารถที่จะตกเป็นเหยื่อของการถูกขโมยข้อมูลได้เนื่องจากบางบริษัท ต้องการนำข้อมูลนั้นๆเพื่อใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ  
       การ ขโมยเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนับเป็นอาชญากรรมที่เป็น ปัญหาในปัจจุบันอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นจึงมีการป้องกันหลายวิธี เช่น การใช้ระบบสัญญาณกันขโมย การออกแบบโต๊ะเพื่อวางคอมพิวเตอร์ การใช้กุญแจล็อกเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และการใช้กล้องวงจรปิด เป็นต้น

การรักษาความปลอดภัย

1. การใช้ Username หรือ User ID และรหัสผ่าน(Password)
2. การใช้วัตถุใดๆเพื่อการเข้าสู่ระบบ ได้แก่ บัตร หรือกุญแจ
3. การใช้อุปกรณ์ทางชีวภาพ(Biometric Devices) เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ตรวจสอบลักษณะส่วนบุคคลเพื่ออนุญาตการใช้โปรแกรม ระบบ หรือการเข้าใช้ห้องคอมพิวเตอร์
4. ระบบเรียกกลับ(Callback System) เป็นระบบที่ผู้ใช้ระบุชื่อและรหัสผ่านเพื่อขอเข้าใช้ระบบปลายทาง หากข้อมูลถูกต้อง คอมพิวเตอร์ก็จะเรียกกลับให้เข้าใช้งานเอง

ข้อควรระวังและแนวทางการป้องกันการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์
       -ข้อควรระวังก่อนเข้าไปในโลกไซเบอร์  
               Haag ได้เสนอกฎไว้ 2 ข้อคือ ถ้าคอมพิวเตอร์มีโอกาสถูกขโมย ให้ป้องกันโดยการล็อกมัน และถ้าไฟล์มีโอกาสที่จะถูกทำลายให้ป้องกันด้วยการสำรอง(Backup)
       -ข้อควรระวังในการเข้าไปยังโลกไซเบอร์
                ถ้าท่านซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเตอร์เนต ให้พิจารณาข้อพึงระวังต่อไปนี้
       1. บัตรเครดิตและการแอบอ้าง
              - ให้บัตรเครดิตเฉพาะบริษัทที่ท่านไว้วางใจเท่านั้น
              - ใช้เฉพาะเว็ปไซต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย
              - ใช้รหัสผ่านอย่างน้อย 10 ตัวอักขระ
              - ใช้รหัสรหัสผ่านที่แตกต่างกันในแต่ละระบบหรือเว็บไซต์
       2. การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล
              - พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการให้ข้อมูลส่วนตัว และให้ข้อมูลในส่วนที่จำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น
       3. การป้องกันการติดตามการท่องเว็บไซต์
              - ใช้โปรแกรม เช่น SurfSecret เพื่อป้องกันการติดตามการท่องเว็บไซต์ โปรแกรมจะทำงานคล้ายกับโปรแกรมป้องกันไวรัส และลบข่าวสาร/โฆษณาที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้ท่องเว็บไซต์
       4. การหลีกเลี่ยงสแปมเมลล์
              - สแปมเมลอาจก่อความรำคาญแก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างมาก เนื่องจากมันจะทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้ใช้ให้ที่อยู่อีเมลแก่บริษัทที่ทำธุรกิจออนไลน์ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังการลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารกลับมายังอีเมลของท่าน
       5. การป้องกันระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
              - ใช้ ไฟร์วอลล์(Firewall) ที่เป็นฮาร์แวร์หรือซอฟต์แวร์เพื่อทำหน้าที่เป็นยามประตูตรวจสอบการเข้าระบบ แต่ถ้าท่านใช้งานคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว โปรแกรมไฟร์วอลล์ก็เพียงพอที่จะใช้ป้องกันระบบ เช่น McAfee Personal Firewall , Norton Internet Security
       6. การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
              - ปฏิบัติตามเคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อnด้วยตัวอักษรย่อ EMAIL ดังนี้
                     E : ย่อมาจาก Exempt for unknown คือ ไม่เปิดอีเมล์จากคนแปลกหน้า
                     M: ย่อมาจาก Mind the subject คือ หมั่นสังเกตหัวข้อของจดหมายก่อนที่จะเปิดอ่าน โดยงดูดเฉพาะอีเมลที่มีหัวข้อเป็นภาษอังกฤษ ที่มีใจความดี
                     A : ย่อมาจาก Antivirus must installed คือ ควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส เช่น Norton Antivirus , PC-cillin , Dr.Solomon Anti-Virus
                     I : ย่อมาจาก Interest on virus news คือ ควรให้ความสนใจกับข่าวเกี่ยวกับไวรัส ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ
                     L : ย่อมาจาก Learn to be cautious คือ ให้ระวังให้มาก อย่าเปิดอีเมล์แบบไม่ยั้งคิด
              - ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันการก่อกวนและทำลายข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย  
       นอกจากการระวังข้างต้นแล้ว ยังมีข้อแนะนำบางประการเพื่อการสร้างสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมดังนี้
       1. การป้องกันเด็กเข้าไปดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม  
              เนื่อง จากสารสนเทศที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตมีทั้งดีและไม่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรให้ความเอาใจใส่ให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสมด้วย
       2. การวางแผนเพื่อจัดการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้ว
              คอมพิวเตอร์ ที่ซื้อในวันนี้จะล้าสมัยใน 2-3 ปี ในระหว่างการใช้งาน ผู้ใช้อาจมีความต้องการอัปเกรดอุปกรณ์ต่างๆ ส่งผลให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เพียงเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ล้าสมัยไม่ใช้แล้วเท่านั้นที่ก่อปัญหาสิ่งแวด ล้อม ยังรวมถึงคู่มือการใช้ซอฟต์แวร์ โปรชัวร์ และบัตรลงทะเบียน ทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ ดิสเกตต์หรือซีดีรอมของเดิมก็จะเปลี่ยนเป็นขยะไปในที่สุด ในบางบริษัทจัดการด้วยการบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้วให้กับ โรงเรียน บางบริษัทที่จำหน่ายคอมพิวเตอร์ก็รับซื้อคืนเพื่อนำอุปกรณ์บางส่วนไปประกอบ ใหม่และขายในราคาถูกและในบางประเทศก็จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดัดแปลง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาใช้งานใหม่
       3. การใช้พลังงาน
              บริษัท ที่ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พยายามคิดค้นและผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานให้ น้อยที่สุด เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ผู้ใช้สามารถเลือกกำหนดเป็น Sleep Mode เพื่อหยุดการหมุนของฮาร์ดดิสก์และปิดการใช้งานจอภาพชั่วคราว ผู้ใช้ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยลดมลพิษได้ด้วยการกำหนดระบบและเลือกใช้สินค้าที่ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม              

edit @ 25 Feb 2009 02:58:37 by obfหน่อย

เทคโนโลยีและการจัดการความรู้

 

ความหมายของความรู้   

       ความรู้เป็นการผสมผสานของประสบการณ์ สารสนเทศ ความเข้าใจ ทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสิ่งที่ได้รับจากการสั่งสมมาจากศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้าและถ่ายทอด ที่นำไปสู่การกำหนดกรอบความคิดสำหรับการประเมิน ความเข้าใจ และการนำสารสนเทศและประสบการณ์ใหม่มาผสมรวมกัน
    
ประเภทของความรู้

1. ความรู้โดยนัย (Tacit Knowledge)
       เป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล ยากที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร เช่น ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ ความรู้สึกนึกคิด ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดในเชิงวิเคราะห์ ความรู้ประเภทนี้สามารถพัฒนาและแบ่งปันได้ และเป็นความรู้ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)  
       เป็นความรู้ที่เป็นเหตุและผล สามารถเขียนบรรยาย หรือถ่ายทอดมาเป็นตัวอักษร ข้อความ กฎเกณฑ์ สูตร นิยาม หรือลักษณะตัวแบบทางคณิตศาสตร์ได้ เช่น หนังสือ เอกสาร และคู่มือต่างๆ   ความรู้โดยนัยมีความหมายมากกว่าความรู้ที่ชัดแจ้ง  คือ มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 80  %

 

 

การปรับเปลี่ยนความรู้ระหว่างความรู้ที่ชัดแจ้งและความรู้โดยนัย

 

สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. การแบ่งปันและสร้างความรู้โดยนัย สู่ความรู้โดยนัยระหว่างบุคคล ซึ่งเรียกว่า Socialization โดยเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านประสบการณ์ การสังเกต การฝึกปฏิบัติ ระหว่างบุคคลที่สื่อสารกันโดยตรง

2. การแบ่งปันและสร้างความรู้โดยนัยไปสู่ความรู้ที่ชัดแจ้ง ซึ่งเรียกว่า Externalization เป็นการทำความรู้โดยนัยให้ชัดเจนด้วยวิธีการเปรียบเทียบ อุปมาอุปมัย สมมติฐาน หรือถ่ายทอดประสบการณ์มาเป็นลายลักษณ์อักษร

3. การแบ่งปันสร้างความรู้ที่ชัดแจ้ง ซึ่งเรียกว่า Combination โดยแลกเปลี่ยนและผสมผสานความรู้ที่ชัดแจ้งของบุคคลผ่านสื่อหรือช่องทางความรู้ต่างๆ เช่น เอกสาร การประชุม การสนทนา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4. การแบ่งปันและสร้างความรู้ที่ชัดแจ้งสู่ความรู้โดยนัย ซึ่งเรียกว่า Internalization โดยการเรียนรู้และประสบการณ์ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นความรู้โดยนัยหรือความรู้ที่ชัดแจ้ง จะรวมกลับมาเป็นความรู้โดยนัยที่ซ่อนฝังลึกอยู่ในตัวบุคคลนั้น
 
 

ความหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge Management)
      

 

               การจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการอย่างเป็นระบบในการสรรหา การเลือก การรวบรวมการจัดระบบ การสร้างและการจัดเก็บความรู้ ในลักษณะที่เป็นแหล่งความรู้ที่ทุกคนในองค์การสามารถเข้าถึงได้ง่ายและแบ่งปันความรู้กันได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะพัฒนาตนเองและมีความสามารถที่นำความรู้ไปประยุกต์ใช้อันจะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของตน ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์การ
 
ประโยชน์ของการจัดการความรู้

 

       • ช่วยเก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์การตลอดไป
       • ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการ หรือการเรียนรู้งานใหม่
       • ปรับปรุงประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับทุกส่วนขององค์การ
       • เสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ
       • ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งจะส่งผลให้บุคลากรมีคุณภาพเพิ่มขึ้นและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงานอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ
       • ช่วยให้องค์การมีความพร้อมในการปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและได้เปรียบทางการแข่งขัน
 

รูปแบบการจัดการความรู้

 

ประกอบด้วยกระบวนการดังนี้

§        เป็นการจัดการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรม(Transition and Behavior Management)
       สร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารและความร่วมมือของบุคลากร ทุกระดับ

§        การสื่อสาร(Communication)
       องค์การต้องมีการวางแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงเนื้อหา กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงช่องทางในการสื่อสาร

§        กระบวนการและเครื่องมือ(Process and Tools)
       มีกระบวนการและเครื่องมือที่เหมาะสม และเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ในองค์การ

 

เรียนรู้( Learning )

       เป็นการเตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจเพื่อให้บุคลากรตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการความรู้ รวมถึงจัดการฝึกอบรมที่เหมาะสมให้กับบุคลากร

การวัดผล(Measurements)
       เลือกการวัดผลเพื่อให้ทราบถึงสถานะ ความคืบหน้า และผลที่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้องค์การสามารถทบทวน และปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้

การยกย่องชมเชยและให้รางวัล(Recognition and Rewards)
       มีการยกย่องชมเชยและระบบการให้รางวัลเพื่อจูงใจให้บุคลากรเข้าร่วมกิจกรรม


 
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการจัดการความรู้ในองค์การ


       เทคโนโลยีสารสนเทสมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการความรู้โดยเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการ จัดการความรู้ในองค์การให้มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้กับการจัดการความรู้ เช่น
       - ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์(Document and Content Management Systems)
       - ระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสาร(Search Engines)
       - ระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์(e-Learning)
       - ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Meeting Systems and VDO Conference)
       - การเผยแพร่สื่อผ่านระบบเครือข่าย(e-Broadcasting)
       - การระดมความคิดผ่านระบบเครือข่าย(Web Board หรือ e-Discussion)
       - ซอฟแวร์สนับสนุนการทำงานร่วมกันเป็นทีม(Groupware)
       - บล็อก(Blog หรือ Weblog) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ หรือประสบการณ์ ผ่านพื้นที่เสมือน(Cyber Space)
                
       การจัดการความรู้ที่ดีนั้นจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี โดยเครื่องมือทางเทคโนโลยี(Technology Tools)ที่สนับสนุนการจัดการความรู้ เรียกว่า Knowware  ซึ่งชุดซอฟต์แวร์จัดการความรู้ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเครื่องมือต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง ได้แก่

 

1. Collaborative Computing Tools: เครืองมือสนับสนุนการทำงานร่วมกัน หรือกรุ๊ปแวร์(Groupware) เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้โดยนัย(Tacit Knowledge) ภายในองค์การ เช่น Lotus Notes/Domino, PlaceWare เป็นต้น

2. Knowledge Service: ประกอบด้วยซอฟแวร์หลักสำหรับการจัดการความรู้ รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บความรู้และการเข้าถึงความรู้ สารสนเทศ และข้อมูลต่างๆ

3. Enterprise Knowledge Portals (EKP): เป็นประตูสู่ระบบจัดการความรู้ขององค์การ ซึ่งเว็บศูนย์รวมของการจัดการความรู้ (Knowledge Portals)ส่วนใหญ่จะบูรณาการความรู้ กลไกการรายงาน และการทำงานร่วมกัน ในขณะที่การจัดการเอกสารและความรู้จะได้รับการดำเนินการด้วยเซิร์ฟเวอร์

4. Electronic Document Management Systems (EDM): เป็นระบบที่มุ่งการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบที่เน้นการทำงานร่วมกัน สนับสนุนการเข้าถึงเอกสารต่างๆ ผ่านทางเว็บเบราเซอร์ทางเครือข่ายอินทราเน็ตขององค์การ ระบบ EDM ช่วยให้การจัดการเอกสารและกระแสงาน(Wordflow) สามารถทำได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างและการแก้ไขปรับปรุงเอกสารร่วมกัน

5. Knowledge Harvesting Tools: เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการจับความรู้โดยนัย เนื่องจากยอมให้ผู้ที่ให้ความรู้(Knowledge Contributor) มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย (หรือไม่มีเลย) ในการพยายามเก็บเกี่ยวความรู้นั้น

6. Search Engines: ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้ เช่น การค้นหาและดึงเอกสารที่ต้องการมาจากแหล่งเก็บเอกสารขนาดใหญ่ขององค์การ

7. Knowledge Management Suites (KMS): เป็นโซลูชั่นการจัดการความรู้แบบครบชุดที่รวมเทคโนโลยีการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการจัดเก็บ(Storage)ในชุดเดียวกัน(A Single Convenient Package) ซึ่งสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลภายในและแหล่งความรู้จากภายนอกได้
 


ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ

 

       1. ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ซึ่งผู้บริหารในองค์การมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ รวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการความรู้
       2. มีเป้าหมายของการจัดการความรู้ที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายนี้จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ
       3. มีวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ภายในองค์การ
       4. มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ เช่น ค้นหาความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล จัดระเบียบและดึงเอาความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสม
       5. ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ และบุคลากรต้องตระหนักถึงความสำคัญและเห็นถึงคุณค่าของการจัดการความรู้
       6. มีการวัดผลของการจัดการความรู้ ซึ่งจะช่วยให้องค์การทราบถึงสถานะ และความคืบหน้าของการจะจัดการความรู้ ทำให้สามารถทบทวนและปรับปรุงกลยุทย์ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
       7. มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหรือเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้
       8. มีการพัฒนาการจัดการความรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

 

 

edit @ 23 Feb 2009 16:47:25 by obfหน่อย

การพัฒนาระบบสารสนเทศ

posted on 23 Feb 2009 16:01 by armka2518

การพัฒนาระบบสารสนเทศ

ความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

การพัฒนาระบบเป็นการสร้างระบบงานใหม่หรือปรับปรุงระบบงานเดิมที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิมเพื่อแก้ปัญหาในการดำเนินงานบางอย่าง ซึ่งสามารถสรุปความจำเป็นในการพัฒนาระบบได้ดังนี้

 

·        การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน

ระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลหรือทำงานได้ตามต้องการ  มีการดำเนินงานหลายขั้นตอน

ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาจัดทำข้อมูลรูปสำหรับการติดตามการปฏิบัติงานโดยรวมขององค์  และไม่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้บริหารได้เป็นอย่างดี  จึงจำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในและกระบวนการบริหารมีประสิทธิภาพ

·        การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี

เทคโนโลยีราคาถูกลง เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในระบบสารสนเทศในปัจจุบันล้าสมัย ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบมีราคาสูง จึงต้องรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการ ทำงานที่มีอยู่เดิม

·        การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ระบบที่ใช้งานอยูในปัจจุบันมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ขาดเอกสารอ้างอิงหรือเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้การปรับปรุงหรือการแก้ไขทำได้ยาก หรือมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการควบคุม กอรปกับความต้องการปรับองค์การให้เหมาะสมเพื่อสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ องค์การจึงมองหาวิธีการหรือแนวทางใหม่ๆเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้หรือเพื่อขยายตลาดเพิ่มขึ้น  

 

       การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อสร้างระบบสารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทจัดการหรือเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการแข่งขันให้กับองค์การ โดยทั่วไปการพัฒนาระบบจะประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้


กระบวนการทางธุรกิจ ( Business  Process )


       เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจขององค์การ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดแนวทางของระบบสารสนเทศที่จะพัฒนา  จากเป้าหมายและวัตถุประสงค์เหล่านี้  กิจการได้กำหนดการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้

·        การปรับปรุงคุณภาพ

·        การติดตามความล้มเหลวจากการดำเนินงานโดยใช้การวัดมุมมองของลูกค้า

·        การปรับค่าตอบแทนของพนักงานโดยใช้การปรับปรุงคุณภาพดัชนีส่วนหนึ่งที่ใช้วัด

·        และการค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลว

บุคลากร(People)
       การพัฒนาระบบให้ประสบความสำเร็จจะต้องได้รับความร่วมมือ และการทำงานที่ประสานร่วมมือกันอย่างดีจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ

วิธีการและเทคนิค(Methodology and Technique)
       วิธีการและเทคนิคต่างๆ ในการพัฒนาระบบสารสนเทศมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีการและเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของระบบเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้สามารถพัฒนาระบบได้ภายในกรอบของเวลาที่กำหนดและตรงกับควบต้องการ

เทคโนโลยี(Technology)
       เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความเหมาะสมกับลักษณะและขอบเขตของระบบสารสนเทศและงบประมาณที่กำหนด

งบประมาณ(Budget)
       การจัดเตรียมงบประมาณไว้รองรับล่วงหน้าอย่างเพียงพอและเหมาะสม จะช่วยให้การพัฒนาระบบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น

 

ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์การ (Infrastructure)

       องค์การควรมีโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ระบบเครือข่าย ระบบฐานข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย และมีการเตรียมข้อมูลที่ดี อยู่ในรูปแบบเหมาะสมกับระบบที่จะพัฒนา เพื่อสนับสนุนและดำนวยความสะดวกในการใช้ระบบ การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการติดต่อสื่อสาร

การบริหารโครงการ(Project Management)

       การบริหารโครงการเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้การพัฒนาระบบเสร็จล่าช้า และมีค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณที่กำหนด

 

ทีมงานพัฒนาระบบ      

การพัฒนาระบบสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีหน้าที่และรับผิดชอบในกระบวนการพัฒนาระบบหลายกลุ่มด้วยกัน ดังนี้

 

v    คณะกรรมการ ( Steering Committee )
                  มีหน้าที่ในการกำกับดูแล กำหนดทิศทาง จัดลำดับความสำคัญของระบบงาน ตัดสินใจและวางแผนในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้ครอบคลุมตามความต้องการของส่วนงานต่างๆ ในองค์การ

v    ผู้บริหารโครงการ ( Project  manager)
                มีหน้าที่ในการควบคุมการดำเนินโครงการ กำหนดงานและความสัมพันธ์ของงานต่างๆ มอบหมายงาน ให้คำปรึกษา แนะนำ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการทำงานให้กับสมาชิกในทีม ประสานงานและให้ข้อมูลข่าวสารกับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ จัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากร รวมถึงการบริหารความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างราบรื่นและบรรลุตามวัตถุประสงค์

v    ผู้บริหารหน่วยงานด้านสารสนเทศ  ( MIS Manager )
                เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจระบบงานขององค์การ และรับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงมาดำเนินการและประสานงานเกี่ยวกับโครงการ และแผนงานด้านระบบสารสนเทศ  และมีบทบาทในการอนุมัติให้ทำโครงการและมีความรับผิดชอบในการวางแนวทางวิชาชีพให้บุคลากรด้านสารสนเทศ รวมถึงให้การอบรมตามความเหมาะสม

  

v    นักวิเคราะห์ระบบ  ( System  Analyst )
                ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ เป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้และกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ และมีหน้าที่ศึกษาและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบงานและความต้องการของผู้ใช้เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบระบบใหม่หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้มีประสิทธิภาพ ตรงความต้องการของผู้ใช้ ทักษะของนักวิเคราะห์ระบบ ประกอบด้วย

 

- ทักษะด้านเทคนิค
                นักวิเคราะห์ระบบควรมีความรู้ความเข้าใจในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย และจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อสามารถให้คำแนะนำด้านเทคนิคที่จำเป็นแก่ผู้เกี่ยวข้อง

- ทักษะด้านการวิเคราะห์
                การมีแนวคิดเชิงระบบ ( System Thinking ) จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ระบบ โดยจะต้องทำความเข้าใจในธุรกิจที่องค์การดำรงอยู่ โดยศึกษาภารกิจ นโยบาย กลยุทธ์ ยุทธวิธี แผนระยะยาว แผนระยะสั้น กฎ ระเบียบ กระบวนการทำงาน รายละเอียดของตำแหน่งงาน โครงสร้างขององค์การทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ บุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และทำความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์การ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาระบบให้สอดคล้องและสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์การ

- ทักษะด้านการบริหารจัดการ
                นักวิเคราะห์ระบบจะต้องบริหารโครงการและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ พัฒนาระบบ และบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยนักวิเคราะห์ระบบจะเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลง ( Change Agent ) เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านระบบใหม่และสามารถติดตั้งและนำระบบใหม่ไปใช้งานได้อย่างราบรื่น

- ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร  
                นักวิเคราะห์ระบบจะต้องมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม ทำหน้าที่ในการประสานงานและเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศจึงต้องเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลในที่ประชุมและในรูปแบบของการรายงาน

v    ผู้ชำนาญทางด้านความเทคนิค
                การพัฒนาระบบสารสนเทศจะมีผู้บริหารหรือบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆด้านสารสนเทศเข้าร่วมในกระบวนการพัฒนา อาทิ ผู้ชำนาญด้านระบบเครือข่ายและโทรคมนาคม  และสำหรับผู้ชำนาญด้านเทคนิคอื่นๆ ที่มักจะเข้าร่วมการพัฒนาระบบสารสนเทศแทบทุกโครงการ เช่น
       - ผู้บริหารฐานข้อมูล(Database Administrator : DBA)
                ผู้บริหารฐานข้อมูลหรือที่เรียกว่า DBA มีหน้าที่ในการออกำแบบฐานข้อมูลของระบบสารสนเทศ โดย DBA จะต้องมีความรู้ในระบบจัดการฐานข้อมูล สามารถออกแบบระบบฐานข้อมูลทั้งในระดับตรรกะและระดับกายภาพ และยังมีหน้าที่ในการดูแลการเข้าถึงและใช้งานฐานข้อมูล การบำรุงรักษา และการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการฟื้นสภาพของฐานข้อมูล
       - โปรแกรมเมอร์(Programmer)
                มีหน้าที่ในการเขียนและทดสอบคำสั่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานที่นักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้ และต้องติดตามพัฒนาการของภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อที่จะสามารถเลือกใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมกับระบบงานที่พัฒนา

 

v    ผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป(User and Manager)
                การพัฒนาระบบสารสนเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้ซึ่งเป็นที่ใช้ข้อมูลและความต้องการสารสนเทศกับทีมพัฒนาระบบ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ใช้ระบบในการปฏิบัติงาน โดยอาจเป็นผู้ป้อนข้อมูลเข้าระบบ หรือรับผลลัพธ์จากระบบ หรืออาจเป็นผู้ที่ใช้ระบบทางอ้อม เช่น ผู้จัดการซึ่งอาจจะไม่ได้ติดต่อกับระบบโดยตรงแต่จะใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ เช่น รายงาน มาใช้ในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจ

 

หลักในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ

 

       หลักการสำคัญที่ช่วยให้การพัฒนาระบบสารสนเทศมีประสิทธิภาพ มีดังนี้

1. คำนึงถึงเจ้าของและผู้ใช้ระบบ
                การพัฒนาระบบให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าของระบบและผู้ใช้ระบบนั้นจำเป็นต้องพยายามทำให้เจ้าของระบบและผู้ใช้ระบบเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบให้มากที่สุด เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้พัฒนากับเจ้าของและผู้ใช้ระบบ และทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกคุ้นเคยและเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานพัฒนาระบบ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวจะช่วยลดแรงต่อต้านระบบลงได้


2. เข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด
                ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ของระบบงานเดิมนั้น จะต้องพยายามเข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด จับประเด็นสาเหตุของปัญหาให้ได้ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนดังนี้
       - ศึกษาและทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ค้นหาสาเหตุ จัดลำดับความสำคัญและผลกระทบที่เกิดจาก

          ปัญหา
       - รวบรวมและกำหนดความต้องการที่จะแก้ปัญหา
       - หาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆวิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุด
       - ออกแบบและทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก
       - สังเกตและประเมินผลกระทบจากวิธีการแก้ปัญหาที่นำมาใช้ และปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมาก

          ที่สุด

 

3. กำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมในการพัฒนาระบบ
                การพัฒนาระบบสารสนเทศไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม จะมีการกำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมที่จะต้องทำไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากในการพัฒนาระบบได้

 

4. กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบ
                ผู้พัฒนาระบบควรมีการกำหนดมาตรฐานระหว่างการพัฒนาระบบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปแบบข้อมูล การเขียนโปรแกรม การเชื่อมโยงระบบบนเครือข่าย รวมถึงมาตรฐานของเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ ฯลฯ เพื่อให้มีระเบียบในการปฏิบัติและช่วยให้การบำรุงรักษาระบบเป็นไปด้วยความสะดวกและคล่องตัว

 

5. ตระหนักว่าการพัฒนาระบบเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง
                การพัฒนาระบบก็เหมือนกับการลงทุนอื่นๆ ที่มีการคาดหวังถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุน จึงควรมีความรอบคอบในการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ และเลือกวิธีในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยพิจารณาถึงข้อดีและข้อจำกัดของแต่ ละวิธี รวมถึงผลประโยชน์หรือความคุ้มค่าในการลงทุน

 

6. เตรียมความพร้อมหากจะต้องยกเลิกหรือทบทวนระบบสารสนเทศที่กำลังพัฒนา
                ในระหว่างการพัฒนาระบบอาจมีการทบทวนขอบเขตของระบบที่กำลังพัฒนาหรือยกเลิกการพัฒนา เนื่องจากมีการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่แล้วไม่คุ้มค่า หรือจำเป็นต้องลดขอบเขตการทำงานลงเมื่อมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

 

7. แตกระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาเป็นระบบย่อย
                การแบ่งระบบออกเป็นระบบย่อยๆ ( Subsystems ) แล้วทำการแก้ปัญหาทีละส่วน จะช่วยให้ทีมงานพัฒนาระบบความสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้น การตรวจสอบข้อผิดพลาดสามารถทำอย่างสะดวก ทำให้กระบวนการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

8. ออกแบบระบบให้สามารถรองรับต่อการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต
                เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์การอาจจำเป็นต้องปรับขยายระบบสารสนเทศเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ให้รองรับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย

ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ  

 

                  องค์การส่วนมากมองเห็นประโยชน์จากการใช้ขั้นตอน ที่เรียกว่า วิธีการพัฒนาระบบ(System Development Methodology) สำหรับสร้างระบบสารสนเทศขององค์การ ซึ่งกระบวนการพัฒนาระบบมีวงจร(Life Cycle) ในการพัฒนาเปรียบได้เช่น เดียวกับวงจรของการผลิตสินค้าสู่ตลาด โดยวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นแนวคิดที่มีการกำหนดรูปแบบในการพัฒนาระบบอย่างมีแบบแผน มีการแบ่งระยะในการพัฒนาระบบ ซึ่งแต่ละองค์การอาจแบ่งระยะและขั้นตอนในแต่ละระยะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่โดยภาพรวมแล้วจะมีเค้าโครงที่เหมือนกัน  วงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ(SDLC) แบ่งออกเป็น 6 ระยะ(Phases) ได้แก่


       - การกำหนดและเลือกโครงการ ( System Identification and Selection )
       - การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ( System Initiation and Planning )
       - การวิเคราะห์ระบบ( System Analysis )
       - การออกแบบระบบ( System Design )
       - การพัฒนาและติดตั้งระบบ( System Implementation )
       - การบำรุงรักษาระบบ( System Maintenance )      

                กระบวนการพัฒนาระบบอาจมีการไหลย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้านี้ บางขั้นตอนอาจจะต้องการทำซ้ำ หรือทำในเวลาเดียวกับขั้นตอนอื่น ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวทางการพัฒนาระบบที่เลือกให้ ทำให้การพัฒนาระบบมีรูปแบบต่างๆ เช่น

 

การพัฒนาระบบแบบน้ำตก  ( Waterfall   Model )

 

 

                                                          

                                                    รูปแบบการพัฒนาระบบแบบน้ำตก

 

แต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อได้ทำขั้นตอนก่อนหน้านี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะไม่ย้อนกลับไปทำขั้นตอนก่อนหน้านี้อีก จึงเปรียบลักษณะการทำงานเสมือนน้ำตกที่ไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ไม่มีการไหลย้อนกลับทิศทางจากที่ต่ำไปที่สูง


 

 

การพัฒนาระบบน้ำตกที่ย้อนกลับขั้นตอนได้  ( Adapted Waterfall )

 

 

                                               รูปแบบการพัฒนาระบบแบบน้ำตกที่ย้อนกลับขั้นตอนได้

 

เป็นรูปแบบการพัฒนาที่หากดำเนินการในขั้นตอนใดอยู่สามารถย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้  เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือเพื่อต้องการความชัดเจน จากรูปแสดงการย้อนกลับด้วยลูกศรที่ชี้กลับไปสู่ขั้นตอนก่อนที่อยู่เหนือกว่า

 

การพัฒนาระบบในรูปแบบขดลวด(Evolutionary Model SDLC)

                การพัฒนาระบบแบบขดลวด(Spiral Model) เป็นการพัฒนาแบบวนรอบเพื่อให้การพัฒนาระบบมีความรวดเร็ว โดยการพัฒนาระบบจะเริ่มจากแกนกลาง ในรอบแรกของการพัฒนาจะได้ระบบรุ่น (Version) แรกออกมา และจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นที่สอง และดำเนินการแบบนี้ไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะได้รุ่นที่สมบูรณ์  วิธีนี้ควรวางแผนกำหนดจำนวนรุ่นตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการพัฒนาระบบและจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบของการพัฒนา

 

วงจรการพัฒนาระบบ  ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้

Phase 1. การกำหนดและเลือกโครงการ(System  Identification  and Selection)

 

                วงจรชีวิตของการพัฒนาระบบจะเริ่มต้นด้วยการขอมีระบบจากลุ่มบุคคลต่างๆภายในองค์การ เช่น ผู้ใช้งานที่ประสบปัญหาและต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานปัจจุบัน จึงมีความต้องการที่จะพัฒนาระบบหลากหลายโครงการ แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากรต่างๆ ที่ใช้ในการพัฒนาทำให้องค์การไม่สามารถพัฒนาระบบได้ทุกโครงการพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องมีการค้นหาโครงการที่สมควรได้รับการพัฒนา
                โดยมีการตั้งกลุ่มบุคคลซึ่งอาจอยู่ในรูปของคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาโครางการ จัดกลุ่ม จัดลำดับความสำคัญ และเลือกโครงการที่เหมาะสม คณะกรรมการดังกล่าว ควรประกอบด้วย ผู้บริหารดับสูงขององค์การ ผู้บริหารของหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์การที่เกี่ยวข้องกับระบบ ผู้บริหารของหน่วยงานที่ต้องการมีระบบ และผู้บริหารหน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ


       ผลจากการพิจารณาของคณะกรรมการอาจเป็นได้ดังนี้
    - อนุมัติโครงการ โดยให้ดำเนินโครงการในขั้นตอนการพัฒนาระบบต่อไป
    - ชะลอโครงการ เนื่องจากองค์การยังไม่มีความพร้อม
    - ทบทวนโครงการ โดยให้นำโครงการไปปรับแก้แล้วจึงนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาใหม่อีกครั้ง
    - ไม่อนุมัติโครงการ ซึ่งหมายถึงไม่มีการดำเนินโครางการนั้นต่อไป


Phase   2. การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ

                หลังจากโครงการได้ผ่านการคัดเลือกหรือได้รับอนุมัติ จะเริ่มจัดทำโครงการ โดยจัดตั้งทีมงานพร้อมทั้งกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบให้กับสมาชิกในทีมอย่างชัดเจน รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อค้นหา สร้างแนวทางเลือกและเลือกหนทางที่ดีที่สุดในการนำระบบใหม่มาใช้งาน โดยแนวทางเลือกนั้นจะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้(Feasibility) ความพร้อมในด้านต่างๆ ความสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันขององค์การด้วย จากนั้นจึงนำแนวทางที่เลือกมาวางโครงการ


ผลลัพธ์ของระยะนี้ คือ แผนงานของโครงการและรายงานการสำรวจระบบเบื้องต้น

การศึกษาความเป็นไปได้ ( Feasibility   Study )      

เป็นการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำระบบมาใช้งานและประเมินความคุ้มค่าหรือผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบ

- ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค(Technical Feasibility)
                เป็นการศึกษาถึงความสามารถ(Capability) ความน่าเชื่อถือ(Reliability) และความพร้อมใช้งาน(Abailability )ของฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ และระบบเครือข่ายสื่อสาร รวมถึงทักษะและความชำนาญของทีมพัฒนาเพื่อประเมินถึงความสามารถขององค์การในการสร้างหรือปรับปรุงระบบและลดความเสี่ยงทางด้านเทคนิค

 

- ความเป็นไปได้ด้านการปฏิบัติงาน(Operational Feasibility)
                เป็นการประเมินถึงการนำระบบใหม่ไปใช้งานว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาหรือก่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจระดับใด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน โครงสร้างขององค์การ และผลกระทบต่อบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำระบบใหม่ไปใช้ได้จริง ได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากผู้บริหารและผู้ใช้

- ความเป็นไปได้ด้านระยะเวลาการดำเนินงาน (Schedule Feasibility)
                เป็นการประเมินระยะเวลาในการดำเนินงานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จะต้องวางแผนและปรับเวลาของกิจกรรมต่างๆ อย่างไร เพื่อให้ระบบสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่องค์การกำหนด

- ความเป็นไปได้ด้านการเงิน(Economical Feasibility)
                เป็นการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนดำเนินโครงการ โดยทำการประมาณค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

 

การพิจารณาผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท

 

-  ผลประโยชน์ที่สามารถวัดค่าได้(Tangible Benefits) 

เป็นผลประโยชน์ที่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น เพิ่มผลผลิตร้อยละ 5 ต่อปี  ลดต้นทุนการผลิตได้ 5 ล้านบาทต่อปี ลดจำนวนพนักงานธุรการได้ 5 คน เป็นต้น

-  ผลประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าได้(Intangible Benefits)

                เป็นผลประโยชน์ที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น สร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับองค์การ  เพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นต้น

 

การพิจารณาค่าใช้จ่ายและต้นทุนของโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท

 

ต้นทุนที่สามารถวัดค่าได้(Tangible Costs)  เป็นต้นทุนที่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น ค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าซื้อซอฟต์แวร์ ค่าเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

·        ต้นทุนที่ไม่สามารถวัดค่าได้(Intangible Cost) เป็นต้นทุนที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เช่น พนักงานขาดขวัญและกำลังใจ การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ  สูญเสียภาพลักษณ์ เป็นต้น      

·        ต้นทุนยังสามารถถูกจำแนกออกเป็น ต้นทุนที่เกิดครั้งเดียว(One-time Costs) และต้นทุนที่เกิดซ้ำ(Recurring Costs)        

·        ต้นทุนที่เกิดครั้งเดียว(One-time Costs) คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มต้นโครงการและเริ่มใช้ระบบ เช่น ค่าฮาร์ดแวร์ใหม่ ค่าซอฟต์แวร์ เป็นต้น                    

·        ต้นทุนที่เกิดซ้ำ(Recurring Costs) คือ ต้นทุนที่เกิดระหว่างการดำเนินระบบใหม่  เช่น ค่าบำรุงรักษาระบบ ค่าใช้จ่ายในการจัดหาเนื้อที่ในการจัดเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เป็นต้น

 

นอกจากนั้นยังสามารถจำแนกต้นทุนออกเป็น ต้นทุนคงที่(Fixed Costs) และต้นทุนผันแปร(Variable Costs)

·        ต้นทุนคงที่(Fixed Costs) คือ ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการผลิตหรือการใช้งาน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าอาคารสำนักงานที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือน 

·        ต้นทุนผันแปร(Variable Costs) คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามการผลิตหรือการใช้งาน เช่น ค่าใช้ไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าวัสดุสิ้นเปลืองที่มีการใช้งานไม่เท่ากันในแต่ละเดือน

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบสารสนเทศ      

 

       วิธีวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบสารสนเทศมีได้หลายวิธีด้วยกัน  เช่น

1. วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(Net Present Value Method : NPV)
       เป็นการพิจารณาต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนโดยคำนึงถึงค่าของเงินที่สัมพันธ์กับเวลา(Time Value of Money) โดย
       NPV = มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต - มูลค่าปัจจุบันของเงินจ่ายลงทุน
       เกณฑ์ในการพิจารณา : จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) เป็นบวกหรือมีค่ามากกว่าศูนย์

2. วิธีดัชนีผลกำไร(Profitability Index Method : PI)
       คืออัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต กับมูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน
       PI = มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนในอนาคต/มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน
       เกณฑ์ในการพิจารณา : จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้ค่า PI มากกว่า 1             

              การวัดโครงการโดยวิธี PI และ NPV จะให้คำตอบในการรับหรือปฏิเสธโครงการในลักษณะเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันที่วิธี NPV จะแสดงให้เห็นถึงมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่คาดว่าจะได้จากโครงการ แต่วิธี PI จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรเท่านั้น

3. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน(Return On Investment : ROI)
       เป็นการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนโดยพิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลตอบแทนและต้นทุนกับมูลค่าปัจจุบันสุทธิของต้นทุน
       ROI = (NPV ของผลประโยชน์ทั้งหมด - NPV ของต้นทุนทั้งหมด)/ NPV ของต้นทุนทั้งหมด
       เกณฑ์ในการพิจารณา : จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้ค่า ROI มากกว่าค่าที่องค์การกำหนด

4. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน(Break-Even Point Analysis)
       เป็นการวิเคราะห์ถึงเวลาที่ทำให้ต้นทุนและผลตอบแทนมีค่าเท่ากัน ซึ่งมีสูตรดังนี้
       สัดส่วนของจุดคุ้มทุน = (กระแสเงินสดรับต่อปี - กระแสเงินสดสะสม) / กระแสเงินสดรับต่อปี
       โดยที่ กระแสเงินสดรับต่อปีคำนวณได้จาก
              กระแสเงินสดรับต่อปี = PV ของผลประโยชน์ – PV ของต้นทุน
       เกณฑ์ในการพิจารณา : จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้ค่าไม่เกินเวลาที่องค์การกำหนด

 

4. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน(Break-Even Point Analysis)
       เป็นการวิเคราะห์ถึงเวลาที่ทำให้ต้นทุนและผลตอบแทนมีค่าเท่ากัน ซึ่งมีสูตรดังนี้
       สัดส่วนของจุดคุ้มทุน = (กระแสเงินสดรับต่อปี - กระแสเงินสดสะสม) / กระแสเงินสดรับต่อปี
       โดยที่ กระแสเงินสดรับต่อปีคำนวณได้จาก
              กระแสเงินสดรับต่อปี = PV ของผลประโยชน์ – PV ของต้นทุน
       เกณฑ์ในการพิจารณา : จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้ค่าไม่เกินเวลาที่องค์การกำหนด

 

 

Phase 3. การวิเคราะห์ระบบ  ( System   Analysis )

 

                การวิเคราะห์ระบบมีจุด ประสงค์ในการทำความเข้าใจกับระบบงานปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบระบบใหม่ โดยนักวิเคราะห์ระบบทำการศึกษาระบบปัจจุบันอย่างละเอียดและหาความต้องการของ ระบบใหม่ที่จะพัฒนาในขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รวบรวมมา การวิเคราะห์กระบวนการต่างๆในระบบ การวิเคราะห์ลักษณะของผลลัพธ์และสิ่งนำเข้า เพื่อศึกษาถึงการทำงานของระบบปัจจุบันและวิเคราะห์ว่ามีงานใดบ้างที่มีปัญหา เกิดขึ้น ควรจะปรับปรุงหรือจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร สำหรับเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น

 

       - Fact-Finding Technique เป็นกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงและสารสนเทศของระบบแบบดั้งเดิมที่ยังนิยมใช้กันอยู่ เช่น การศึกษาจากเอกสาร แบบฟอร์ม และฐานข้อมูลที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

       - Joint Application Design(JAD) เป็น การประชุมร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ อาทิ ผู้ใช้ระบบ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้บริการขององค์การ และทีมงานด้านสารนเทศ รวมถึงผู้ดำเนินการประชุม(JAD Session Leader) ผู้จดบันทึกและสรุปรายละเอียดในการประชุม(Scribe)  และผู้ที่ให้การสนับสนุนในการพัฒนาระบบ(Sponsor) โดยทั่วไประหว่างการประชุม JAD อาจจะมีการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยให้การประชุมดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว
 
Phase 4. การออกแบบระบบ  ( System   Design )
      

 

                การออกแบบมีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบระบบให้เข้ากับความต้องการของระบบใหม่ตามที่ได้มีการวิเคราะห์ ไว้ โดยนักวิเคราะห์ระบบจะต้องออกแบบส่วนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ(Input) ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบฐานข้อมูล(Output) โปรแกรม(Programs)ระบบปฏิบัติการ กระบวนการทำงาน(Procedures) เครือข่าย(Network) และออกแบบวิธีการที่จะทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่า ระบบมีความถูกต้อง เชื่อถือได้และปลอดภัย  
                โดยทั่วไปการออกแบบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การออกแบบเชิงตรรกะ(Logical Design) และการออกแบบเชิงกายภาพ  (Physical   Design )

 

·        การออกแบบเชิงตรรกะ(Logical Design) เป็นการออกแบบโครงสร้างของระบบ กำหนดว่าระบบจะทำงานอะไรบ้าง โดยยังไม่คำนึงถึงลักษณะและรายละเอียดของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้       

·        การออกแบบเชิงกายภาพ((Physical Design) เป็น การออกแบบรายละเอียดในการทำงานหรือกำหนดว่าระบบจะทำงานอย่างไร โดยคำนึงถึงเทคโนโลยีและลักษณะของอุปกรณ์ที่นำมาใช้ โปรแกรมภาษา ระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูลในระดับกายภาพ ระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัย

 

 Phase 5. การดำเนินการระบบ  ( System  Implementation )

 

       การดำเนินการระบบมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบและติดตั้งระบบ ซึ่งจะครอบคลุมกิจกรรมดังต่อไปนี้  

     

- จัดซื้อหรือจัดหาฮาร์แวร์(Hardware) และซอฟต์แวร์(Software) ที่เกี่ยวข้อง เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ รวมทั้งซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ

- เขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์(Coding) หรือจัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้งาน
  เป็นการนำข้อกำหนดที่ ได้ในขั้นตอนการออกแบบมาแปลงเป็นชุดคำสั่ง ซึ่งองค์การสามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ภายนอกหรือจ้างบริษัทอื่นทำการเขียน โปรแกรมให้ได้ ในกรณีที่มีโปรแกรมที่ตรงหรือใกล้เคียงกับความต้องการอยู่แล้วในท้องตลาด องค์การก็ไม่จำเป็นต้องทำการเขียนโปรแกรมขึ้นใช้งานเอง สามารถจัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปนั้นมาใช้งาน

- ทำการทดสอบ
 ก่อนนำระบบไปใช้งานจะ ต้องทำการทดสอบในทุกๆด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบที่พัฒนามานั้นสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามต้องการ โดยการทดสอบดังนี้


       •  Unit Testing: การทดสอบแต่ละส่วนว่ามีความถูกต้อง สมบูรณ์หรือไม่ และจะต้องตรวจสอบการทำงานของแต่ละโปรแกรมหรือแต่ละโมดูล(Module)ด้วย
       • Integration Testing: การทดสอบรวมโดยนำโปรแกรมที่สามารถทำงานโดยลำพังได้อย่างถูกต้องแล้วมาทดสอบการทำงานของโปรแกรมทั้งหมดรวมกัน
       • System Testing: การทดสอบระบบทั้งระบบเป็นการทดสอบการทำงานของระบบในภาพรวม ประเมินระยะเวลาในการทำงาน ความสามารถในการจัดการกับปริมาณงานหรือการตอบสนองในกรณีที่มีผู้ใช้ระบบ จำนวนมาก รวมถึงความสามารถในการฟื้นสภาพหากระบบล้มเหลว จึงควรจัดสภาวะแวดล้อมของการทดสอบให้เหมือนการทำงานจริงมากที่สุด
       • Acceptance Testing: การทดสอบการยอมรับระบบเพื่อให้เกิดความมั่นใจถึงความพร้อมในการนำระบบไปใช้ งาน เมื่อผู้บริหารพอใจแล้ว ระบบก็จะได้รับการยอรับอย่างเป็นทางการ พร้อมที่จะติดตั้งใช้งานต่อไป

 

- การจัดทำเอกสารระบบ(Documentation) 

เอกสารมีความสำคัญต่อการ ปฏิบัติงานและดูแลรักษาระบบ เช่น เอกสารคู่มือระบบและโปรแกรม คู่มือการปฏิบัติงาน หรือคู่มือผู้ใช้ เนื่องจากถ้าไม่มีคู่มือหรือเอกสารเหล่านี้อธิบายแล้ว หากการดำเนินงานมีปัญหาขัดข้อง ก็จะทำให้ใช้เวลามากในการแก้ปัญหา การจัดทำเอกสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นและจะต้องทำไปพร้อมกับการพัฒนาระบบ

 

- การถ่ายโอนระบบงาน(System Conversion)

เป็นการเปลี่ยนจากระบบงานเก่าเป็นระบบงานใหม่ โดยสามารถทำได้ 4 แนวทาง คือ
                1. การถ่ายโอนแบบขนาน(Parallel Conversion)  จะติดตั้งใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเก่าระยะหนึ่งจนแน่ใจว่า ระบบใหม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องจึงยกเลิกระบบเก่า วิธีนี้มีความปลอดภัยสูง แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงและอาจใช้ทรัพยากรมากกว่าวิธีอื่น
                2. การถ่านโอนแบบทันที(Direct Cutover Conversion)  จะติดตั้งใช้ระบบใหม่และยกเลิกระบบเก่าไปพร้อมกัน วิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด แต่จะมีความเสี่ยงสูงมากที่สุดหากระบบใหม่ขัดข้องหรือล้มเหลวและอาจมีความ เสียหายเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีระบบใช้งาน ดังนั้น ต้องทำการทดสอบระบบอย่างละเอียดก่อนใช้งาน
                3. การใช้ระบบทดลอง(Pilot Study)  เป็นการนำระบบใหม่มาใช้ทันทีแต่นำมาใช้เฉพาะส่วนงานที่กำหนดเท่านั้น เมื่อใช้งานได้ดี จึงนำไปใช้ส่วนอื่นทั่วองค์การต่อไป
                4. การถ่ายโอนทีละขั้น(Phase Conersion)  เป็นการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ เปลี่ยนงานบางส่วนจากระบบเดิมมาใช้ระบบใหม่ เมื่อเห็นว่าทำงานได้อย่างถูกต้องตามต้องการ จึงเพิ่มการทำงานส่วนอื่นเข้าไป ทีละกลุ่มงานจนครบทั้งระบบ วิธีนี้จะใช้เวลานานกว่าวิธีอื่น

 

- ฝึกอบรมผู้ใช้ระบบ(Training) ก่อนเริ่มใช้งานระบบควรทำการฝึกอบรมผู้ใช่เพื่อให้ผู้ใช้มีความรู้ความเข้า ใจ ขั้นตอนการทำงานและช่วยให้สามารถใช้ระบบเป็นและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


       ผลลัพธ์ของระยะนี้คือ ระบบใหม่ที่พร้อมจะใช้งาน รายงานประกอบระบบและคู่มือการใช้ระบบ ซึ่งควรมีการประเมินหลังการติดตั้งระบบด้วย          

 

 

Phase 6. การบำรุงรักษาระบบ  ( System  Maintenance)    

  

                การบำรุงรักษาระบบเป็น ขั้นตอนการดูแลระบบเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงาน การบำรุงรักษาระบบอาจจะอยู่ในรูปของการแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรม การปรับปรุงหรือแก้ไขโปรแกรมให้รองรับกับความต้องการใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้ระบบหรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ


       การบำรุงรักษาระบบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท
       1. Corrective Maintenance  เป็นการบำรุงรักษาระบบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง
       2. Adaptive Maintenance  เป็นการบำรุงรักษาระบบเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก

           เงื่อนไขในการดำเนินธุรกิจหรือเทคโนโลยีต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลง
       3. Perfective Maintenance  เป็นการบำรุงรักษาระบบเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
       4. Preventive Maintenance  เป็นการบำรุงรักษาระบบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
      

การบำรุงรักษาระบบ สามารถเริ่มได้ทันทีที่มีการนำระบบไปใช้ ซึ่งระยะของการบำรุงรักษา

นั้นจะมีระยะเวลายาวนานเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับ หลายปัจจัย ซึ่งทำให้องค์การจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินการ ทำให้ต้องปรับปรุงแก้ไขระบบเดิมอย่างมาก เนื่องจากระบบงานเดิมที่ใช้อยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ระบบ ได้ต่อไป จึงมีการนำเสนอโครงการด้านสารสนเทศใหม่เพื่อทดแทนระบบเดิม และเป็นการวนกลับไปเริ่มต้นวงจรการพัฒนาระบบ

 

วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศ

1. การพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม  ( Traditional SDLC  Methodology )      

                วิธีนี้เป็นวิธีที่เก่า ที่สุดและนิยมเรียกย่อๆว่า SDLC และยังเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้กับการพัฒนาระบบสารสนเทศที่ มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน การพัฒนาระบบโดยวิธีนี้มีการแบ่งแยกบทบาทระหว่างฝ่ายผู้ใช้กับฝ่ายผู้พัฒนา ออกอย่างชัดเจน
                เนื่องจากเป็นวิธีการ ดำเนินงานที่มีโครงสร้างและเป็นขั้นตอนจึงเป็นวิธีที่ยังใช้ได้สำหรับการ พัฒนาระบบประมวลผลธุรกรรม(Transaction Processing Systems : TPS) ขนาดใหญ่ที่สามารถกำหนดความต้องการไว้อย่างละเอียดและมีรูปแบบที่ซับซ้อน และยังสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบที่มีการใช้เทคนิคซับซ้อนที่มีการกำหนด คุณลักษณะต่างๆ ไว้คงที่ล่วงหน้า มีการวิเคราะห์ความต้องการอย่างมีแบบแผนเป็นทางการ และมีการควบคุมกระบวนการในการสร้างระบบอย่างเข้มงวดรัดกุม
                วิธีนี้จะใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูงและขาดความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการที่อาจจะ เกิดขึ้น จึงไม่เหมาะกับระบบที่ไม่สามารถระบุความต้องการสารสนเทศได้ล่วงหน้าหรือความ ต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. การสร้างต้นแบบ  ( Prototyping )      

                เป็นการสร้างระบบต้นแบบ ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ทดลองใช้งาน ซึ่งนอกจากผู้ใช้จะได้แนวคิดเกี่ยวกับสารสนเทศที่ต้องการแล้ว ยังช่วยให้มองเห็นภาพของระบบที่จะ พัฒนาได้อย่างชัดเจนขึ้น หากต้นแบบที่สร้างขึ้นไม่เป็นไปตามความต้องการก็จะถูกนำมาแก้ไขปรับปรุงให้ ดีขึ้นจุดตรงตามที่ผู้ใช้ต้องการ แล้วจึงนำมาเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศจริงต่อไป วิธีนี้มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการมากกว่า รวมทั้งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีการพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม


       การพัฒนาระบบโดยใช้ต้นแบบแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ
       ขั้นที่ 1 : ระบุความต้องการเบื้องต้นของผู้ใช้
       ขั้นที่ 2 : พัฒนาต้นแบบเริ่มแรก
       ขั้นที่ 3 : นำต้นแบบมาใช้
       ขั้นที่ 4 : ปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ

ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการใช้ต้นแบบ
 


       ข้อดี
              - เหมาะกับใช้ในการสร้างระบบสารสนเทศขนาดเล็ก ในกรณีที่ต้องการสร้างระบบในระยะเวลาสั้นและมีค่าใช้จ่ายน้อย
              - สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้การพัฒนาระบบ
              - มีการทดลองใช้ระบบก่อนมีการใช้งานจริง จึงช่วยให้ระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาได้รับความพึงพอใจและการยอมรับจากผู้ใช้มากขึ้น
              - มีโอกาสที่จะผิดพลาดน้อยลง  
       ข้อเสีย
              - เมื่อใช้วิธีนี้กับระบบขนาดใหญ่จำเป็นต้องแบ่งระบบสารสนเทศออกเป็นส่วนย่อย ก่อน จึงทำการสร้างต้นแบบทีละส่วนโดยต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องและผลกระทบต่อกัน ของแต่ละส่วนด้วย ซึ่งทำให้ยากหากไม่มีการวิเคราะห์ความต้องการอย่างละเอียด
              - หากสร้างต้นแบบง่ายๆ ในระยะเวลาสั้น อาจข้ามขั้นตอนที่สำคัญในการออกแบบและพัฒนาระบบ

3. การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้(End-user Development)              

                เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้ มีความรู้และทักษะเกี่ยวกบคอมพิวเตอร์มากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถพัฒนาระบบด้วยตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคหรืออาจจะได้รับ บางอย่างไม่เป็นทางการ แต่ผู้ใช้จะทำกิจกรรมในการพัฒนาระบบเอง
ข้อดีและข้อจำกัดของการพัฒนาระบบโดยผู้ใช้
       - ตรงกับความต้องการ  เนื่องจากผู้ใช้ระบบเป็นผู้พัฒนาระบบเอง
       - เพิ่มความพึ่งพอใจในระบบ
       - ลดจำนวนงานประยุกต์ที่คั่งค้าง เนื่องจากไม่ต้องรอทีมงานพัฒนาระบบของหน่วยงานสารสนเทศใน

          องค์การ
      

 

 แต่หากผู้ใช้พัฒนาระบบ ขึ้นมาใช้งานอย่างรวดเร็ว โดยไม่ใช้วิธีการพัฒนาระบบเป็นทางการหรือวิธีมาตรฐาน อาจทำให้ระบบที่ขาดการทดสอบ ควบคุม ไม่มีการจัดทำเอกสารประกอบระบบ และไม่ได้มาตรฐาน

 

4. การใช้บริการจากแหล่งภายนอก(Outsourcing)

                ในกรณีที่องค์การไม่ต้อง การใช้ทรัพยากรขององค์การ หรือไม่มีบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญก็สามารถเลือกวิธีการจ้างหน่วยงาน หรือบริษัทภายนอก(Outsourcer) มาทำการพัฒนาระบบให้ได้ โดยองค์การมีแรงจูงใจในการทำ Outsourcing มาจากปัจจัยหลายด้าน ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านความคุ้มค่าทางการเงิน ด้านคุณภาพและความยืดหยุ่นในการทำงาน และด้านความสามารถในการแข่งขัน

ข้อจำกัดของการใช้บริการจากแหล่งภายนอก
       - อำนาจในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศลดลง
       - การรั่วไหลของข้อมูล  
       - ความไม่สนใจติดตามความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
       - การพึ่งพิงผู้ให้บริการ  


ข้อดีและข้อเสียของการใช้บริการจากแหล่งภายนอก

       - ระบบสารสนเทศที่มีความสำคัญต่อการแข่งขันและความสำเร็จขององค์การ
              หากข้อมูลรั่วไหลหรือมีปัญหาอาจทำให้เสียลูกค้าหรือส่วนแบ่งตลาดได้ ดังนั้นองค์การจึงควรดำเนินงาน

ระบบนี้ภายในเอง
       - ความสามารถของผู้ให้บริการ
              องค์การจะต้อง ประเมินความสามารถและศักยภาพของผู้ให้บริการอย่างรอบคอบ โดยจะต้องนำข้อมูล

ด้านประสบการณ์ ความเชื่อถือได้ของผลงาน และสถานะการเงินมาพิจารณาด้วย
       - ขวัญและกำลังใจของพนักงาน
              พนักงานอาจมอง ว่าการที่องค์การเลือกใช้บริการจากแหล่งภายนอกเพราะไม่มั่นใจในความสามารถ ของ

พนักงานซึ่งอาจทำให้เสียขวัญและกำลังใจในการทำงานและนำไปสู่การไม่ให้ ความร่วมมือหรือต่อต้าน

ในการทำงานได้
       - ระยะเวลาในการทำสัญญา
                                องค์การจะต้อง ประเมินความจำเป็นในการใช้บริการจากแหล่งภายนอกอย่างรอบคอบเพราะ

ถ้าสัญญา  ของ การให้บริการยาวนาน แล้วองค์การต้องการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด จะทำให้องค์การเสียค่าปรับ  จำนวนมาก และการมีสัญญาครอบคลุมระยะยาวนานอาจทำให้ความได้เปรียบจากขนาดที่เหมาะสมของ วิธีนี้มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับการที่องค์การจะดูแลระบบสารสนเทศเอง

- ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
              นอกจากค่าใช้ จ่ายที่ต้องให้กับผู้บริการตามสัญญาแล้วยังต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายแอบแฝง อื่นๆ

ด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรในการบริหารสัญญาและประสานงานกับผู้ให้บริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามงาน

 

5. การใช้ซอฟแวร์สำหรับรูปประยุกต์(Application Software Package)

ซอฟแวร์สำหรับรูปประยุกต์ เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การต่างๆ จะมีส่วนหนึ่งที่มีขั้นตอนการทำงานเป็นมาตรฐานหรือคล้ายกัน หากซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับงานทั่วๆไปนี้สามารถสนองต่อความต้องการระบบงาน ขององค์การได้ องค์การก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นมาเอง สามารถซื้อหรือเช่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประยุกต์มาใช้งานได้ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการพัฒนาระบบใหม่ลงมากและยังช่วยให้การทดสอบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น


       ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประยุกต์  
             - ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการพัฒนาระบบ
              - ได้รับบริการหลังการขาย จากบริษัทผู้จำหน่ายด้านต่างๆ
              - มีเอกสารระบบ เอกสารสำหรับผู้ใช่ควบคู่มากับซอฟต์แวร์ด้วย


       ข้อเสียของการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประยุกต์  
              - อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์การได้ทั้งหมด
              - การปรับซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะ ขึ้นอยู่กับความสามารถของซอฟต์แวร์ว่าจะ

ยอมให้ผู้ใช้ปรับปรุงได้หรือไม่
              - การปรับซอฟต์แวร์มากเกินไปจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาเพิ่มขึ้น
              - ส่งผลให้ข้อได้เปรียบของวิธีนี้ลดน้อยลงไป

การเลือกซอฟแวร์สำเร็จรูปประยุกต์  มีเกณฑ์การประเมินที่สำคัญ ได้แก่
       - ความสามารถในการทำงาน
       - ความยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนโปรแกรม
       - ความง่ายในการใช้ง่าย
       - ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่ต้องการ
       - ความเข้ากันได้(Compatible)กับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่องค์การมีอยู่
       - ระบบจัดการฐานข้อมูล
       - การติดตั้ง
       - การบำรุงรักษา
       - เอกสารประกอบ
       - คุณภาพของผู้ขาย
       - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

 

การพัฒนาระบบงานแบบออบเจ็กต์  ( Object-Oriented  Methodology )   

   

                การพัฒนาระบบออบเจ็กต์จะ พิจารณาระบบว่า ประกอบด้วยกลุ่มของวัตถุ(Class of Objects) ซึ่งทำงานร่วมกัน มีการจัดกลุ่มของข้อมูลและพฤติกรรมหรือฟังก์ชันที่กระทำกับข้อมูลนั้นเป็น กลุ่มๆ ในรูปของออบเจ็กต์ เนื่องจากออบเจ็กต์มีคุณสมบัติในการกลับมาใช้ใหม่ได้(Reusability) จึงใช้เวลาในการพัฒนาน้อยกว่าวิธีอื่น
                UML เป็นภาษามาตรฐานสำหรับการจำลองระบบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผู้พัฒนาระบบสามารถใช้ไดอะแกรมต่างๆ ของ UML เพื่อจำลองภาพ(Visualizing) ของระบบด้วยมุมมองต่างๆ เช่น จำลองภาพการกำหนดความต้องการ(Specifying) การดำเนินการสร้าง (Construction) และการบันทึก(Document) ผลงานตามขั้นตอนต่างๆ ในการพัฒนาระบบ


การพัฒนาระบบงานแบบออบเจ็กต์มีข้อดี ดังนี้
       - ช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาระบบ
       - สามารถนำโปรแกรมที่พัฒนาแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้(Reusability)
       - ช่วยให้การบำรุงรักษาระบบทำได้ง่ายขึ้น

การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว(  Rapid Application Development )
   

                การพัฒนาระบบงานประยุกต์ แบบรวดเร็ว(Rapid Application Development) หรือเรียกย่อๆ ว่า RAD เป็นวงจรการพัฒนาระบบที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนารวดเร็วกว่าและคุณภาพดีกว่า วิธีพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม โดยมีการนำเครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการพัฒนาระบบ


    ขั้นตอนการพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็วมี 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การกำหนดความต้องการ ผู้ใช้และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องจะทำการกำหนดว่าระบบควรจะมีหน้าที่และมีงาน ใดบ้าง และสามารถนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการแก้ปัญหาได้อย่างไร การกำหนดความต้องการนี้อาจใช้วิธีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ(Workshop)

2. การออกแบบโดยผู้ใช้ ผู้ ใช้จะมีส่วนร่วมอย่างมากในการออกแบบ โดยอาจใช้สัมมนาเชิงปฏิบัติการเช่นเดียวกับในขั้นการกำหนดความต้องการ และมีเครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการออกแบบระบบด้วย

3. การสร้างระบบ  โดยใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการสร้างระบบ เช่น สร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้แบบบกราฟิก สร้างโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้งานไอ้รวดเร็ว โดยจะทำการทดสอบไปด้วย

4. การเปลี่ยนระบบ เป็นการเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็นระบบใหม่ซึ่งจะมีขั้นตอนเหมือนกับวิธีพัฒนา ระบบงานแบบดั้งเดิม เช่น การทดสอบ การฝึกอบรมผู้ใช้ และการใช้ระบบใหม่

เครื่องมือสำหรับ RAD


                การพัฒนาระบบแบบ RAD จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ มาช่วย เครื่องมือที่สำคัญ มีดังนี้

- ภาษารุ่นที่ 4(4GL) เป็น ภาษาระดับสูง เช่น SQL ซึ่งเป็นภาษาสอบถามที่มีใช้มากในโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ตัวอย่างของภาษา SQL เพื่อค้นหาข้อมูลของพนักงานที่ทำงานน้อยกว่า 5 ปี และมีเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาทขึ้นไป
SELECT NAME FROM EMPLOYEE WHERE WORKYEAR < 5 AND SALARY > 30000
  

 นอกจาก SQL แล้ว ยังมีภาษา 4GL อื่นๆ ที่ช่วยในการสร้างรายงาน (Report Generator) ซึ่งแล้วแต่เครื่องมือซอฟต์แวร์ที่ใช้

- ภาษาเคส(CASE Tools) เป็น ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการพัฒนาระบบและสนับสนุนการทำงานในแต่ละขั้นตอนของการ พัฒนาระบบ อำนวยความสะดวกในการสร้างเอกสารหรือแผนภาพต่างๆ อย่างมีคุณภาพ

- เครื่องมือสร้างต้นแบบ(Prototype Tool) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถสร้างต้นแบบได้อย่างรวดเร็วซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในขั้นตอนของการกำหนดความต้องการและการสร้างระบบ

ข้อดีและข้อจำกัดของการพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว

       ข้อดี
              -  การพัฒนาระบบใช้ระยะเวลาสั้นกว่าวิธีการพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม
              -  ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบตั้งแต่ต้น  สามารถทดลองใช้งานระบบก่อนการติดตั้งใช้งานจริง ทำ

ให้สามารถรถบุความต้องการที่แท้จริงได้
       ข้อเสีย
              -  เครื่องมือที่นำมาช่วยในการพัฒนาระบบมักมีราคาแพง
              -  ผู้ใช้อาจต้องผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ

       -  การสนับสนุนจากฝ่ายบริการ  
       -  การกำหนดของเขต และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
       -  ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ
       -  การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
       -  การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

 

edit @ 24 Feb 2009 05:57:31 by obfหน่อย